July 31, 2010, 1:54 am

ชมรมอนุรักษ์นกและธรรมชาติล้านนา :: ดูกระทู้ - +++ เสียงนกร้อง กับ การแข่งขัน (บทความ) +++
 back homeกลับหน้าแรก   ค้นหาค้นหา    ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว   เข้าระบบเข้าระบบ 

+++ เสียงนกร้อง กับ การแข่งขัน (บทความ) +++
ไปที่หน้า 1, 2  ถัดไป
 
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    ชมรมอนุรักษ์นกและธรรมชาติล้านนา หน้ากระดานข่าวหลัก -> กระดานข่าวหลัก
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
กุ๊กไก่
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 18/10/2007
ตอบ: 399

ตอบตอบ: 02/03/2010 12:42 pm    ชื่อกระทู้: +++ เสียงนกร้อง กับ การแข่งขัน (บทความ) +++ ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

เสียงนกร้อง กับ การแข่งขัน

โดย....
ผศ.ดร.ประภากร ธาราฉาย
อาจารย์ประจำคณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยี
มหาวิทยาลัยแม่โจ้

เป็นบทความที่เคยเขียนไว้หลังจากเสร็จงานนับนกปิ๊ดจะลิว ปีที่แล้ว.....

อ้างอิง ประภากร ธาราฉาย. 2552. เสียงนกร้องกับการแข่งขัน. วารสารแม่โจ้ปริทัศน์. ปีที่ 10 ฉบับที่ 4 (กรกฎาคม-สิงหาคม) หน้า 55-63.


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย กุ๊กไก่ เมื่อ 02/03/2010 1:03 pm, แก้ไขทั้งหมด 1 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
กุ๊กไก่
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 18/10/2007
ตอบ: 399

ตอบตอบ: 02/03/2010 12:43 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ในอดีตนับย้อนไปประมาณ 20 กว่าปีที่ผ่านมา ผู้เขียนได้สัมผัสกับวิถีชีวิตของคนภาคเหนือ รับรู้ได้ว่า ผู้คนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดอื่นในภาคเหนือเป็นผู้ที่มีจิตใจโอบอ้อมอารีไม่นิยมจับนกมาเลี้ยงในกรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้ว นกปรอดหัวโขน ซึ่งเป็นนกที่พบเห็นได้ทั่วไปตามบ้านเรือน สวนลำไย สวนลิ้นจี่ หรือแม้แต่ตามท้องไร่ท้องนา เป็นนกที่ผู้พันกับวิถีชีวิตของผู้คน จนได้ชื่อเป็นภาษาพื้นเมืองว่า “นกปิ๊ดจะลิว” ตามสำเนียงและเสียงร้องของนกชนิดนี้...

อ่านไปเรื่อย ๆ น่ะ จะค่อย ๆ ก็อปปิ้ ข้อความมาใส่......


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย กุ๊กไก่ เมื่อ 02/03/2010 1:05 pm, แก้ไขทั้งหมด 2 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
กุ๊กไก่
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 18/10/2007
ตอบ: 399

ตอบตอบ: 02/03/2010 12:45 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา การดักจับนกปรอดหัวโขนตามจังหวัดต่าง ๆ ในพื้นที่ภาคเหนือเพื่อส่งไปขายยังจังหวัดอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถูกส่งไปยังจังหวัดทางภาคใต้ เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมาก สังเกตได้จากมีข่าวการจับกุมผู้ลักลอบขนนกปรอดหัวโขนออกตามสื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์หรือโทรทัศน์เป็นจำนวนมาก มีการดักจับผู้ลักลอบขนส่งนกได้คราวละหลายพันตัว นอกจากจะมีการจับนกเพื่อส่งไปขายตามจังหวัดต่าง ๆ แล้ว การซื้อขายนกในพื้นที่ภาคเหนือก็เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมากเช่นกัน ตามร้านขายสัตว์เลี้ยงและอุปกรณ์สัตว์เลี้ยงต่าง ๆ มีกรงสำหรับเลี้ยงนกปรอดหัวโขนแขวนขายกันเกร่อ บางร้านก็มีโปรโมชั่น ทำแบบ “One Stop Service” มีนกปรอดหัวโขนพร้อมกรงขังและอาหารแขวนขายด้วยเลย ไม่เว้นแม้แต่ร้านขายเครื่องจักสาน ร้านขายเครื่องหัตถกรรมต่าง ๆ ก็ยังโหนกระแสกับเขาด้วย นำกรงเลี้ยงนกปรอดหัวโขนแขวนขายกันเป็นแถว....


Figure_1-for-web.jpg

Figure_1-for-web.jpg



แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย กุ๊กไก่ เมื่อ 02/03/2010 1:05 pm, แก้ไขทั้งหมด 1 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
กุ๊กไก่
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 18/10/2007
ตอบ: 399

ตอบตอบ: 02/03/2010 12:46 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ในอดีตนับย้อนไปประมาณ 20 กว่าปีที่ผ่านมา ผู้เขียนได้สัมผัสกับวิถีชีวิตของคนภาคเหนือ รับรู้ได้ว่า ผู้คนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดอื่นในภาคเหนือเป็นผู้ที่มีจิตใจโอบอ้อมอารีไม่นิยมจับนกมาเลี้ยงในกรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้ว นกปรอดหัวโขน ซึ่งเป็นนกที่พบเห็นได้ทั่วไปตามบ้านเรือน สวนลำไย สวนลิ้นจี่ หรือแม้แต่ตามท้องไร่ท้องนา เป็นนกที่ผู้พันกับวิถีชีวิตของผู้คน จนได้ชื่อเป็นภาษาพื้นเมืองว่า “นกปิ๊ดจะลิว” ตามสำเนียงและเสียงร้องของนกชนิดนี้...
แต่... ปัจจุบันนี้ มองไปทางไหนก็เห็นมีแต่กรงสีเหลี่ยมทำด้วยซี่ไม้ไผ่ขังนกปรอดหัวโขนแขวนห้อยเป็นแถวตามบ้านเรือน ตามร้านค้า ไม่เว้นแม้แต่ร้านอาหาร...



Figure_3-for-web.jpg

Figure_3-for-web.jpg

กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
กุ๊กไก่
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 18/10/2007
ตอบ: 399

ตอบตอบ: 02/03/2010 12:46 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

จากเหตุการณ์ดังกล่าวข้างต้นนี้ ทำให้ชมรมอนุรักษ์นกและธรรมชาติล้านนา มูลนิธิไทยรักป่า และชมรมพันธมิตรด้านสิ่งแวดล้อมหลายชมรมในจังหวัดเชียงใหม่ต้องเป็นกังวล จึงจัดโครงการสำรวจนกปิ๊ดจะลิวเชียงใหม่ ครั้งที่ 1 ขึ้น เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ที่ผ่านมา และมีโครงการจะทำต่อเนื่องไปทุกปีเพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงจำนวนประชากรของนกปรอดหัวโขนและเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่ได้เห็นคุณค่าของนกปรอดหัวโขนหรือนกปิ๊ดจะลิว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่านกชนิดอื่นจะไม่สนใจ ก็มีการเก็บข้อมูลนกชนิดอื่นด้วย เพราะการเพิ่มขึ้นหรือการลดลงของนกบางชนิดสามารถใช้เป็นดัชนีบ่งบอกการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของเมืองเชียงใหม่ว่าจะไปในทิศทางใด ผู้เขียนก็มีโอกาสร่วมงานนี้ด้วยเช่นกัน ไปร่วมงานในฐานะผู้นำเดินดูนกหรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า “Bird leader” ผู้ที่เข้ามาร่วมโครงการนี้ก็มีทั้งประชาชนทั่วไป ทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ จากการได้มีโอกาสนำเด็กนักเรียนเดินดูนกและสำรวจนกในครั้งนี้ ก็ได้รับคำถามจากเด็ก ๆ มากมาย อธิบายกันจนเหนื่อยเลยที่เดียว นอกจากจะอธิบายให้เด็กฟังแล้วผู้เขียนเลยคิดที่จะนำมาเขียนเป็นบทความเพื่อจะได้อธิบายให้คนอื่น ๆ ได้รับรู้ด้วย หนึ่งในคำถามนั้นก็คือ เขาจับนกปรอดหัวโขน หรือ นกปิ๊ดจะลิว มาขังกรงไว้ทำไม.... มันร้องอยู่บนต้นไม้ก็ดีแล้วนี่นา...
ถ้าตอบคำถามแบบฟังแล้วเข้าใจง่ายก็ต้องตอบว่า “เพราะว่านกชนิดนี้สวยงามมีหงอนบนหัวและสีบนใบหน้าเป็นเอกลักษณ์และมีเสียงร้องอันไพเราะมาก”
อ่าว.... ก็หนูเห็นมีนกอีกหลายชนิดที่สวยกว่านี้ ไม่เห็นเขาจะจับมาเลี้ยง... นกตีทองก็สวย นกเอี้ยงด่างก็สวย นกกิ้งโครงคอดำก็สวย นก... นก... ก็สวย ไม่เห็นจะมีคนจับมันมาเลี้ยงเลย...
... อืม... นอกจากความสวยงาม เสียงร้องที่ฟังแล้วรู้สึกว่าไพเราะเสนาะหูแล้ว มันยังมีเรื่องของ “กระแส” กับเรื่องของ “ธุรกิจและผลประโยชน์” เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยนะ...
นกทุกชนิดจะมีสีสันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง สวยไม่ซ้ำแบบใคร แม้กระทั่งเสียงร้อง นกแต่ละชนิดก็มีเสียงร้องที่ไม่ซ้ำแบบใครเช่นกัน...
เอ่อ... แล้วทำไมนกต้องร้องด้วยล่ะ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
กุ๊กไก่
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 18/10/2007
ตอบ: 399

ตอบตอบ: 02/03/2010 12:48 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ทำไมนกจึงร้อง...
เพื่อความเข้าใจที่ดีขึ้น ก่อนอื่นเราจะต้องทำความรู้จักกับเสียงร้องของนกเสียก่อน เสียงร้องของนกที่เราได้ยินนั้นแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่
1. เสียงร้องเพลง (Song) เป็นเสียงร้องที่มีท่วงทำนอง มีระดับเสียงสูง เสียงต่ำ ส่วนมากเป็นเสียงที่เราฟังแล้วจะรู้สึกว่าไพเราะน่าฟัง เป็นเสียงร้องที่นกมักจะร้องติดต่อกันไปเป็นทำนอง สั้นบ้าง ยาวบ้าง ส่วนใหญ่นกมักจะร้องในช่วงฤดูผสมพันธุ์ โดยนกตัวผู้มักจะใช้เสียงร้องประเภทนี้เพื่อเรียกร้องความสนใจจากนกตัวเมีย มีนกหลายชนิดที่ร้องเพลงเป็นคู่โดยทั้งนกตัวผู้และตัวเมียจะช่วยกันร้องและช่วยกันรับเป็นจังหวะ ยิ่งไปกว่านั้นเสียงร้องของนกยังใช้เพื่อการประกาศอาณาเขตครอบครองที่ตนเองครอบครองอยู่ด้วย นกในอันดับนกเกาะคอน (Order Passeriformes) เช่น นกปรอด นกจับแมลง มักจะมีกล่องเสียงที่ซับซ้อนจึงสามารถส่งเสียงร้องเป็นเพลงได้ดี ส่วนนกอันดับอื่น ๆ เช่น นกกระจอกเทศ นกยาง นกหัวขวาน มักจะส่งเสียงร้องที่มนุษย์ฟังแล้วจะรู้สึกว่าเสียงนั้นไม่ไพเราะ
2. เสียงร้องเรียก (Call) เป็นเสียงร้องเพื่อใช้ในกิจกรรมอื่น ๆ นอกเหนือไปจากการร้องเพื่อเรียกร้องความสนใจจากเพศตรงข้ามและเพื่อการประกาศอาณาเขต ส่วนมากจะเป็นเสียงที่ไม่มีท่วงทำนอง มักจะเป็นเสียงร้องที่นกเปล่งออกมาเหมือนเดิมซ้ำ ๆ กัน และมักจะเป็นเสียงที่ฟังแล้วจะรู้สึกไม่ไพเราะ ส่วนมากจะเป็นเสียงร้องเพียง 1-3 พยางค์ นกทั้งตัวผู้และตัวเมียมักจะส่งเสียงร้องที่เหมือนกัน เสียงร้องเรียกนี้เกิดจากการควบคุมโดยพันธุกรรม เสียงร้องเรียกแบ่งย่อยออกได้เป็น
- เสียงที่ใช้ติดต่อกัน (Contact call) เป็นเสียงร้องเรียกที่นกใช้ในการติดต่อสื่อสารซึ่งกันและกัน หรือใช้ติดต่อสื่อสารกับฝูงนกชนิดเดียวกัน เพื่อให้ทราบตำแหน่งของกันและกัน เป็นเสียงที่นกใช้ทั้งในและนอกฤดูผสมพันธุ์ เป็นเสียงที่เรามักจะได้ยินนกร้องในขณะที่นกกำลังหาอาหารอยู่ตามต้นไม้หรือตามพุ่มไม้ที่รกทึบ หรืออาจเป็นเสียงที่นกร้องในขณะที่นกกำลังบินอยู่กลางอากาศเพื่อจะได้ทราบตำแหน่งและทิศทางที่นกแต่ละตัวจะต้องบินไป เช่น เป็ดแดงมักจะออกหากินหรือบินอพยพย้ายถิ่นเป็นฝูงใหญ่ในเวลากลางคืน มันจะส่งเสียงร้องติดต่อกันไปตลอดทางขณะที่กำลังบินอยู่กลางอากาศ
- เสียงตกใจ (Alarm call) เป็นเสียงที่นกร้องเมื่อนกรู้สึกสงสัย รู้สึกแปลกใจเมื่อมีสิ่งผิดปกติหรือมีสิ่งรบกวน หรือเป็นเสียงที่นกร้องเมื่อรู้สึกตกใจกลัว มักเป็นเสียงร้องสั้น ๆ ห้วน ๆ อาจจะร้อง 1-10 พยางค์ เป็นเสียงร้องที่ดังมาก ดังพอที่จะเตือนภัยให้กับนกหรือสัตว์อื่นที่อยู่ในละแวกใกล้เคียงให้ระวังตัว หรือรีบหนีไป
- เสียงร้องขณะบิน (Flight call) เป็นเสียงร้องที่นกร้องออกมาเฉพาะขณะที่บินเท่านั้น เป็นเสียงที่ไม่ทราบความหมายแน่ชัด เช่น นกยางกรอกพันธุ์จีนมักจะส่งเสียงร้อง “กร๊อก” พยางค์เดียวเมื่อนกโผบินขึ้นสู่อากาศ แต่ในขณะที่นกเดินหากินจะไม่มีการส่งเสียงร้องเลย นกหัวขวานสามนิ้วหลังทอง และนกทะเลขาเขียวก็มีนิสัยเช่นเดียวกัน คือ จะหากินอย่างเงียบ ๆ แต่จะส่งเสียงร้องขณะที่บินอยู่กลางอากาศ
- เสียงร้องขออาหาร (Begging call) เป็นเสียงร้องที่ลูกนกร้องขออาหารจากพ่อแม่ หรือในนกบางชนิดนกตัวเมียก็ร้องขออาหารจากนกตัวผู้เมื่อนกตัวเมียยินยอมที่จะให้นกตัวผู้นั้นผสมพันธุ์ นกที่ส่งเสียงร้องแบบนี้มักจะแสดงอากัปกิริยาท่าทางประกอบด้วย เช่น อ้าปาก นั่งหมอบ หรือกระพือปีก
เสียงที่เรามักจะได้ยินเป็นประจำ ในช่วงเช้าและช่วงเย็นจะเป็นเสียงร้องเพลง โดยมักจะได้ยินบ่อยและถี่ในช่วงที่นกกำลังจับคู่ผสมพันธุ์ซึ่งมักจะเริ่มตั้งแต่ปลายฤดูหนาวไปจนถึงกลางฤดูฝน แต่ก็มิใช่ว่าเราจะไม่ได้ยินเสียงร้องเพลงในฤดูกาลอื่นเลย นกบางชนิดจะใช้เสียงร้องเพลงนี้เพื่อการประกาศอาณาเขตที่ตนเองครอบครองอยู่ จึงทำให้เราได้ยินเสียงร้องเพลงเกือบตลอดทั้งปี แต่จะได้ยินบ่อยและถี่มากขึ้นเมื่ออยู่ในช่วงฤดูผสมพันธุ์ เช่น นกปรอดหัวโขน นกกางเขนดง นกกางเขนบ้าน นกเขาใหญ่
มนุษย์สร้างรั้วบ้านอย่างแน่นหนาและถาวรเพื่อประกาศอาณาเขตที่ตนเองครอบครองอยู่ให้ผู้อื่นได้รับทราบและเพื่อป้องกันมิให้ผู้อื่นบุกรุกหรือรุกล้ำเข้ามาในอาณาบริเวณที่ตนเองครอบครองอยู่ นกก็เช่นกัน...
แต่นกไม่ได้พัฒนาตัวเองมาเพื่อให้ใช้วัสดุสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ มาทำรั้วและสร้างอาณาเขตของตนเอง นกมีสิ่งที่ติดตัวเองมาตั้งแต่เกิด นั่นคือ “เสียงร้อง” ดังนั้นนกจึงจำเป็นจะต้องส่งเสียงร้องเพื่อการประกาศอาณาเขตที่ตนเองครอบครองอยู่ให้นกนกตัวอื่นได้รับทราบจะได้ไม่เข้ามาในอาณาบริเวณที่ตนเองครอบครองอยู่...
นกไม่ได้โลภมากที่จะครอบครองพื้นที่ที่ตนเองอยู่ เกินความจำเป็น แต่นกจะครอบครองพื้นที่เฉพาะเท่าที่จำเป็นเท่านั้น เช่น พื้นที่เพื่อการหากิน จะพบกับนกที่กินแมลงและกินสัตว์เป็นอาหาร เช่น นกจับแมลง นกกางเขนบ้าน เหยี่ยว นกเค้า ส่วนนกที่กินผลไม้เป็นอาหาร เช่น นกโพระดก นกปรอดหัวโขน นกปรอดสวน นกปรอดหัวสีเขม่า จะไม่แสดงอาณาเขตเพื่อการหากิน นกจะหากินไปด้วยกัน แบ่งกันกินแบ่งกันใช้ นกในกลุ่มนี้เราจะเห็นว่ามันมักจะบินหากินร่วมกันไปเป็นกลุ่มเล็ก ๆ และมักจะพบนกหลายตัวหากินผลไม้อยู่บนต้นไม้ต้นเดียวกัน
โดยปกติแล้วนกจะหลีกเลี่ยงที่จะต้องเผชิญหน้าและจะไม่มีการต่อสู้กันถ้าไม่จำเป็น เพราะถ้าหากเกิดการบาดเจ็บขึ้นมาแล้ว จะทำให้การดำรงชีวิต การหาอาหาร และการหลบหลีกศัตรูนั้นทำได้ลำบางยิ่งขึ้น ดังนั้น ถ้านกได้ยินเสียงที่นกตัวอื่นร้องประกาศอาณาเขต ถ้านกฟังเสียงร้องนั้นแล้วรู้สึกว่าจะเป็นเสียงของนกที่มีสุขภาพดี แข็งแรง นกตัวที่รู้สึกว่าตนเองจะอ่อนแอกว่าก็จะเป็นฝ่ายที่ถอยห่างออกไป...
รั้วบ้านของนกไม่ถาวร... นกจึงต้องสร้างรั้วบ้านทุกวัน เราจะสังเกตได้จากนกจะต้องบินขึ้นไปเกาะเด่นอยู่บนที่สูงเพื่อส่งเสียงร้องประกาศให้นกตัวอื่นได้รับทราบว่าอาณาบริเวณนี้เป็นบริเวณที่ตนเองได้ครอบครองอยู่ก่อนแล้ว ห้ามมิให้ผู้ใดบุกรุกโดยเด็ดขาด มิฉะนั้นจะเกิดเรื่อง...
สาเหตุที่นกต้องขึ้นไปที่สูงแล้วส่งเสียงร้องนั้นก็เพื่อที่จะให้เสียงที่นกร้องออกมานั้นถูกส่งออกไปได้ไกลที่สุด เราจะเห็นได้จากนกมักจะขึ้นไปส่งเสียงร้องอยู่บนหลังคาบ้าน เสารับสัญญาณโทรทัศน์ หรือบนยอดไม้สูง ซึ่งเป็นสถานที่ที่เสียงร้องของนกนั้นสามารถเดินทางไปได้ไกลที่สุด



ก๊อปลงทีเดียวเยอะ ๆ ดีกว่า.....เผื่อใครจะก๊อปไปอ่าน....
เด๋วรูปค่อยต่อท้ายละกัน
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
กุ๊กไก่
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 18/10/2007
ตอบ: 399

ตอบตอบ: 02/03/2010 12:49 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อวัยวะทำเสียง...
เสียงพูดและเสียงร้องเพลงของมนุษย์นั้นเกิดจากการทำงานของเส้นเสียงในลำคอร่วมกันการควบคุมระดับเสียงและทำนองโดยลิ้น และลิ้นไก่...
แต่นกไม่เป็นเช่นนั้น... นกมีลิ้นที่แข็งและไม่มีส่วนช่วยในการทำให้เสียงร้องของนกนั้นมีท่วงทำนองไพเราะเหมือนกับมนุษย์ เสียงร้องของนกเกิดจากกล่องเสียง กล่องเสียงของนกไม่ได้อยู่ที่บริเวณส่วนต้นของท่อหลอดลมเหมือนกับมนุษย์ แต่จะอยู่ตรงบริเวณส่วนท้ายสุดของท่อหลอดลมตรงบริเวณที่ท่อหลอดลมแยกออกเป็น 2 ท่อซ้ายและขวาเพื่อเข้าสู่ปอด จัดเป็นกล่องเสียงพิเศษที่ไม่มีเส้นเสียงและไม่ใช่เป็นแหล่งกำเนิดเสียง เสียงที่เกิดขึ้นนั้นจะเกิดจากการสั่นของแผ่นเยื่อบาง ๆ เมื่อมีอากาศไหลผ่าน
กล่องเสียงและท่อหลอดลมจะทำให้อากาศที่ไหลผ่านเข้าออกกระทบกับแผ่นเยื่อบางที่มีอยู่ 1-2 คู่ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนและทำให้เกิดเสียงขึ้นมา ความตึง ความหนา ความกว้างของแผ่นเยื่อ แรงดันอากาศจากถุงลม และจากภายในปอด รวมทั้งการทำงานของกล้ามเนื้อที่อยู่รอบกล่องเสียงจะทำให้แผ่นเยื่อพิเศษนี้มีความตึง ความหย่อนแตกต่างกัน ทำให้เกิดเสียงที่มีระดับแตกต่างกัน
เสียงที่นกร้องออกมานั้นจะเกิดจากแรงดันอากาศภายในกล่องเสียงและหลอดลม เกิดการสะท้อนไปมาของเสียงภายในหลอดลม นกที่มีหลอดลมกว้างและยาวจะมีเสียงร้องที่อยู่ลึกในลำคอและเป็นเสียงทุ้มต่ำ ส่วนนกที่มีหลอดลมสั้นและแคบจะมีเสียงร้องที่แหลมและมักจะเป็นเสียงสูง การควบคุมท่วงทำนองและระดับเสียงร้องของนกจะเป็นการควบคุมมาจากภายใน นกจะต้องใช้พลังงานมากในการควบคุมเสียงร้องให้มีท่วงทำนองที่สม่ำเสมอ ดังนั้น นกที่ส่งเสียงร้องดังและไพเราะจึงเป็นนกที่มีสุขภาพดี แข็งแรง นกตัวเมียจะใช้วิธีการฟังเสียงร้องในการเลือกคู่ผสมพันธุ์ นกตัวผู้ที่มีเสียงร้องดังและไพเราะจะบ่งบอกว่านกตัวนั้นสุขภาพดีและแข็งแรง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
กุ๊กไก่
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 18/10/2007
ตอบ: 399

ตอบตอบ: 02/03/2010 12:50 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ความแตกต่างของเสียงร้อง
เนื่องจากนกแต่ละชนิดจะมีลักษณะทางกายวิภาคของกล่องเสียงที่แตกต่างกัน จึงทำให้นกแต่ละชนิดมีเสียงร้องที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเองที่แตกต่างกัน...จึงกล่าวได้ว่า เสียงร้องของนกนั้นจะถูกควบคุมโดยพันธุกรรม
การส่งเสียงร้องของนกจัดเป็นพฤติกรรมที่มีมาแต่กำเนิด (Inherited behavior) นกแต่ละชนิดจะส่งเสียงร้องในแบบแผนที่แน่นอน อย่างไรก็ตามการส่งเสียงร้องของนกนั้นจะค่อย ๆ พัฒนาจากการเรียนรู้และการฝึกฝนจนกระทั่งนกโตเต็มที่แล้วจึงจะสามารถส่งเสียงร้องได้อย่างสมบูรณ์ หรือส่งเสียงร้องได้เต็มเสียง
เนื่องจากนกมีประสาทสัมผัสทางการได้ยินดีกว่ามนุษย์ คือ นกสามารถได้ยินเสียงที่มีความถี่ต่ำ ๆ ได้ดี ซึ่งบางครั้งมนุษย์อาจจะไม่ได้ยินเสียงนั้น ในขณะเดียวกัน นกก็สามารถได้ยินเสียงที่มีความถี่สูงกว่าที่มนุษย์จะได้รับรู้ได้เช่นกัน ดังนั้น เสียงที่นกร้องออกมาแต่ละครั้งนั้น จึงมีจังหวะและระดับเสียงมากกว่าที่มนุษย์จะรับรู้ได้
เช่นเดียวกับภาษาพูดของมนุษย์ นกใช้ประโยชน์จะระดับเสียงที่แตกต่างกันนี้เพื่อการติดต่อสื่อสารซึ่งกันและกัน และเสียงร้องของนกที่มนุษย์ได้ยินแต่ละเสียงนั้นก็มีความหมายเกินกว่าที่มนุษย์จะเข้าใจ...
ท่วงทำนอง จังหวะ และสำเนียงของเสียงร้องของนกแต่ละตัวจะแตกต่างกัน นักปักษีวิทยาวิเคราะห์ความแตกต่างของเสียงร้องที่เป็นเอกลักษณ์ของนกแต่ละตัวได้โดยใช้ซอฟแวร์เข้าช่วยในการวิเคราะห์ เช่น Avisoft-SASLab light เป็นซอฟแวร์ที่พัฒนาโดยบริษัท Avisoft ของประเทศเยอรมัน หรือ Raven Light 1.0 พัฒนาโดย Cornel Lab of Ornithology Bioacoustics Research Program ในสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นซอฟแวร์ที่สามารถดาวน์โหลดมาใช้ได้ฟรี
ท่วงทำนอง จังหวะ และสำเนียงของเสียงร้องนั้น จะแตกต่างกันระหว่างกลุ่มประชากร เชื่อหรือไม่ว่า นกปรอดหัวโขนในแต่ละพื้นที่ของประเทศไทยจะมีท่วงทำนอง จังหวะ และสำเนียงที่แตกต่างกัน นกที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกันเราอาจจะแยกความแตกต่างของเสียงไม่ออก เพราะสำเนียงคล้ายกันมากจนจำเป็นจะต้องใช้ซอฟแวร์ช่วยในการวิเคราะห์เสียงร้องนั้นให้ออกมาในรูปของ Spectogram จึงจะมองเห็นความแตกต่าง ถ้าจะแยกความแตกต่างของเสียงร้องโดยการฟังเสียงด้วยหูเปล่า ๆ แล้ว จะต้องเปรียบเทียบระหว่างประชากรนกที่อยู่ห่างกันมาก ๆ เช่น จะต้องเปรียบเทียบกันเป็นภาค... นกปรอดหัวโขนที่เติบโตในภาคเหนือ จะมีน้ำเสียงที่มีท่วงทำนอง จังหวะ และสำเนียงแตกต่างกันอย่างชัดเจนกับนกที่เติบโตในภาคใต้
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
กุ๊กไก่
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 18/10/2007
ตอบ: 399

ตอบตอบ: 02/03/2010 12:50 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น... อย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เสียงร้องเป็นเสียงที่นกใช้ในการสื่อสารระหว่างกัน ถ้าเปรียบเทียบกับมนุษย์แล้วก็จะเป็นไปในทำนองเดียวกันกับภาษาถิ่นที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารกันในแต่ละจังหวัด หรือแต่ละภาคนั่นเอง
ถึงแม้ว่าเสียงร้องจะถูกควบคุมโดยพันธุกรรม แต่ท่วงทำนอง จังหวะ และสำเนียง สามารถที่จะฝึกฝนได้ ซึ่งในธรรมชาตินกจะได้รับการฝึกฝนและได้รับประสบการณ์ในการแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตตามธรรมชาติจากพ่อแม่ และนกตัวอื่นในฝูงซึ่งเป็นพฤติกรรมกลุ่มที่นกใช้ในการสื่อความหมายระหว่างกันและกัน การเรียนรู้นี้จะเกิดขึ้นในช่วงที่นกยังเป็นลูกนกอยู่ และเมื่อโตเต็มวัยแล้วพฤติกรรมต่าง ๆ รวมทั้งเสียงร้องจะมีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
กุ๊กไก่
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 18/10/2007
ตอบ: 399

ตอบตอบ: 02/03/2010 12:51 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

การแข่งขันประชันเสียงร้อง...
การหาความสุขของมนุษย์มีหลากหลายวิธี หลากหลายรูปแบบ จากการสังเกตเกมต่าง ๆ ที่นำสัตว์มาเล่นแทนมนุษย์ บางครั้งก็เรียกกันว่าเป็น “เกมกีฬา” นั้นมีประวัติและความเป็นมาที่น่าสนใจ เช่น...
- การแข่งขันนกพิราบสื่อสาร โดยอาศัยความสามารถของนกพิราบในการจดจำตำแหน่งที่อยู่อาศัยเดิมโดยอาศัยความสามารถพิเศษเฉพาะตัวในการอ่านคลื่นสนามแม่เหล็กโลก มนุษย์นำความสามารถพิเศษนี้มาใช้เพื่อส่งจดหมายลับในสมัยสงครามกลางเมืองในสมัยโรมัน ต่อมาการติดต่อสื่อสารของมนุษย์ได้พัฒนามาเป็น การใช้จดหมายที่ส่งโดยบุรุษไปรษณีย์ การใช้โทรเลขที่สามารถส่งข้อความข้ามทวีปได้ในเวลาไม่กี่นาที การใช้โทรศัพท์ที่สามารถพูดคุยโต้ตอบกันได้ จนมาถึงการใช้จดหมายอิเล็กโทรนิคส์ หรือ E-mail และข้อความสั้น หรือ SMS...
นกพิราบสื่อสารก็หมดความหมาย อย่างไรก็ตาม มนุษย์ก็รู้จักที่จะนำความสามารถพิเศษของนกพิราบนี้มาใช้หาความสุข ความบันเทิงให้กับตนเอง... จับมันมาแข่งซะเลย ดูซิว่านกตัวไหนจะไปถึงเป้าหมายได้เร็วกว่ากัน
- การแข่งขันใช้เหยี่ยวล่าสัตว์ ประเทศที่อยู่ในแถบเอเชียกลาง มีลักษณะภูมิประเทศที่แห้งแล้ง ต้นไม้ใหญ่ไม่ค่อยจะมี พื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นภูเขา และหน้าผา ดังนั้น การล่าสัตว์จึงทำได้ยากลำบากมาก เพราะสัตว์มักจะมองเห็นมนุษย์และหลบหนีไปเสียก่อนที่มนุษย์จะเข้าถึงตัวและใช้อาวุธสังหารสัตว์เหล่านั้นหรือบางครั้งสัตว์ก็หลบซ่อนหรือหนีไปอยู่ตามหน้าผาหินซึ่งมนุษย์ไม่สามารถที่จะเข้าถึงได้ ด้วยความคิดอันชาญฉลาดของมนุษย์ จึงได้นำเหยี่ยวมาเลี้ยงให้เชื่องและฝึกให้ล่าสัตว์ให้ อันที่จริงแล้ว เหยี่ยวเหล่านั้นไม่จำเป็นจะต้องฝึกให้ล่าสัตว์หรอก มันเป็นความสามารถที่มีมาโดยกำเนิด เป็นมาโดยสัญชาตญาณอยู่แล้ว เพียงแต่มนุษย์จะต้องฝึกให้เหยี่ยวเหล่านั้นจับสัตว์แล้วนำมาให้ตนเอง เพื่อจะได้นำสัตว์ที่ล่ามาได้นั้นไปทำเป็นอาหาร...
จนกระทั่ง วิทยาการด้านการปศุสัตว์ได้พัฒนาไปมาก จึงไม่จำเป็นที่จะต้องไปจับสัตว์ป่าให้เหนื่อยอีกต่อไป... แต่ด้วยความคิดของมนุษย์ ปัจจุบันได้เปลี่ยนจากการเลี้ยงเหยี่ยวเพื่อล่าสัตว์เป็นอาหาร มาเป็นการล่าสัตว์เพื่อเกมกีฬา เพื่อความเพลิดเพลินของมนุษย์
- การล่าสัตว์เพื่อเกมกีฬา ในอดีตมนุษย์ไม่มีการเลี้ยงสัตว์เพื่อเป็นอาหาร แต่จะใช้วีการล่าสัตว์ป่าที่มีอยู่มากในธรรมชาติมาเป็นอาหาร จนกระทั่งวิทยาการด้านการปศุสัตว์พัฒนา มีการปรับปรุงพันธุ์สัตว์เพื่อให้ได้ผลผลิตที่เป็น เนื้อ นม ไข่ มากขึ้นตามที่มนุษย์ต้องการ อีกทั้งพื้นที่ป่าในธรรมชาติก็ลดน้อยลงซึ่งจะสวนทางกับการเพิ่มขึ้นของประชากรมนุษย์ สัตว์ป่าก็มีจำนวนลดน้อยลง การล่าสัตว์ป่ามาเป็นอาหารจึงค่อย ๆ ลดความสำคัญลงไป และในบางประเทศก็มีกฎหมายห้ามมิได้มีการล่าสัตว์ป่าโดยเด็ดขาด ประเทศไทยก็มีกฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่ากับเขาด้วย...
แต่ด้วยนิสัยการทำลายล้างของมนุษย์ที่มีมาโดยกำเนิด นิสัยที่ชื่นชอบความตื่นเต้น การผจญภัย โดยเฉพาะการล่าสัตว์ที่ไม่มีทางต่อสู้ได้เลย จึงทำให้บางประเทศ เช่น ประเทศในทวีปยุโรปและอเมริกา มีการจัดสถานที่เพื่อการล่าสัตว์โดยเฉพาะ มีการสัมปทานพื้นที่ มีการเพาะเลี้ยงสัตว์เพื่อการล่าโดยเฉพาะ เช่น ไก่ฟ้าและเป็ด จนสัตว์พวกนี้ได้ชื่อเป็นภาษาอังกฤษอีกชื่อหนึ่งว่า “Game birds” เพาะพันธุ์ขึ้นมาให้คนล่าเพื่อความสนุก เพื่อการแข่งขัน และบอกว่านี่คือเกมกีฬาของลูกผู้ชายชนิดหนึ่ง
จากตัวอย่างการใช้ประโยชน์จากสัตว์ป่าเพื่อความเพลิดเพลิน เพื่อความสนุกสนานของมนุษย์ดังที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ถือได้ว่าเป็นความผูกพันระหว่างสัตว์กับพัฒนาการเพื่อการอยู่รอดของมนุษย์ทั้งสิ้น
การแข่งขัน(กีฬา)ไก่ชน การแข่งขัน(กีฬา)ปลากัด และการแข่งขันประชันเสียงนกร้องซึ่งเป็นกิจกรรมที่นิยมกันมากในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งก็รวมถึงประเทศไทยด้วย ผู้เขียนยังหาเหตุผลและความเป็นมาของการทำกิจกรรมเหล่านี้ว่ามีความผูกพันกับพัฒนาการเพื่อการอยู่รอดของมนุษย์อย่างไร?. ยังไม่ได้ แต่เท่าที่นึกได้ตอนนี้ก็คือ “การหาความสุขใส่ตนบนความทุกข์ของผู้อื่น”
การจับนกที่มีเสียงร้องไพเราะ หรือ มีสีสันสวยงามมาขังกรงเลี้ยงไว้ฟังเสียงร้อง หรือ ไว้ดูเล่นที่บ้านนั้นมีมานานแล้ว จับนกมาขังกรงเพื่อฟังเสียงร้องโดยไม่รู้หรอกว่า เสียงที่นกกำลังร้องอยู่นั้นมันจะมีความหมายว่าอย่างไร เสียงที่นกร้องออกมานั้นเป็นเสียงร้องที่เกิดจาการมีความสุข หรือ เป็นเสียงร้องที่เกิดจากการมีความทุกข์ มีนักการเมืองไทยบางคนกล่าวว่า “การเลี้ยงนกเขา การเลี้ยงนกปรอดหัวโขน การเลี้ยงไก่ชน การเลี้ยงปลากัด ถือเป็นวัฒนธรรมของคนไทยและสามารถสร้างรายได้ให้กับประชาชนได้ ยิ่งในยุคที่เศรษฐกิจไม่ดี เราจะต้องสนับสนุนกิจกรรมเหล่านี้ให้เป็นสินค้า OTOP” ...ชักจะไปกันใหญ่...
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
กุ๊กไก่
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 18/10/2007
ตอบ: 399

ตอบตอบ: 02/03/2010 12:52 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อาจจะเป็นเพราะสัญชาตญาณเดิมของมนุษย์ยังมีนิสัยการทำลายล้าง และมีความคิดว่าตนเองจะต้องยิ่งใหญ่กว่าผู้อื่น ผู้อื่นจะต้องด้อยกว่าตนเองเสมอ จึงต้องหาวิธีการที่จะทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้ตนเองดูแล้วยิ่งใหญ่... ตนเองไม่มีแรงที่จะต่อสู้ ไม่มีแรงที่จะชกมวย ก็เอาไก่นี่แหละมาตีกัน เอาปลามากัดกัน มันสนุกดี ไม่เหนื่อย ไม่เจ็บตัวด้วย... สัตว์เหล่านี้ก็ไม่รู้หรอกว่ามันจะตีกันไปทำไม มันจะกัดกันไปทำไม แต่โดยสัญชาตญาณของสัตว์เหล่านี้ เมื่อมีผู้บุกรุกเข้ามาในถิ่นของตัวเอง มันจะต้องขับไล่ให้ออกไป
ไก่จะใช้เสียงร้อง หรือส่งเสียงขัน เพื่อประกาศอาณาเขตและขับไล่ไก่ตัวอื่นให้ออกไปจากบริเวณที่มันอยู่ เมื่อการขับไล่ใช้ไม่ได้ผลเพราะคนจับมันมาปล่อยไว้ในสังเวียนเดียวกัน การต่อสู้ก็เกิดขึ้นเพื่อให้รู้แพ้รู้ชนะ
ปลากัดก็เช่นกัน ก่อนที่มันจะลงมือกัดกัน มันจะต้องแสดงพฤติกรรม แผ่ครีบ แผ่หางเพื่อข่มขู่เสียก่อน เป็นการขับไล่ให้ผู้บุกรุกหนีออกไปจะได้ไม่ต้องลงมือกัดกัน แต่ก็หนีไปไหนไม่ได้ เพราะโดนจับมาใส่ในขวดโหลใบเดียวกัน การกัดกันก็เลยเกิดขึ้น
วกกลับมาที่นกการแข่งขันเสียงร้องของนกปรอดหัวโขน ก็อย่างที่กล่าวมาแล้วในตอนต้น นกจะส่งเสียงร้องเพื่อประกาศอาณาเขตครอบครองของตนเอง เมื่อมีนกตัวอื่นเข้ามาอยู่ใกล้ ๆ หรืออยู่ในพื้นที่ของตนเอง มันก็จะต้องส่งเสียงร้องเพื่อประกาศอาณาเขต ประกาศรั้วบ้าน และเพื่อขับไล่ให้นกตัวอื่นออกไป แต่เนื่องจากนกพวกนี้ถูกจับมาขังไว้ในกรงแล้วเอาไปแขวนไว้ใกล้ ๆ กัน ไม่มีทางที่จะหนีไปไหนได้ การส่งเสียงร้องเพื่อขับไล่ก็ไม่ได้ผล นกจำเป็นจะต้องส่งเสียงร้องเพื่อขับไล่นกตัวอื่นไปเรื่อย ๆ ร้องแบบไม่มีความสุข เสียงร้องที่เราได้ยินอาจจะเป็นเสียงด่ากันก็ได้ “นี่เป็นที่ของข้า แกเป็นผู้บุกรุกจงถอยออกไป” หรืออาจจะเป็น “ถ้า....แน่จริง เข้ามาสู้กันตัวต่อตัวเอามั๊ย” อาจจะเป็นอย่างนั้นก็ได้ ใครจะไปรู้... หรืออาจจะมีความหมายเป็นอย่างอื่น ยากที่จะคาดเดา... ส่วนนกที่ร้องจนเบื่อก็จะเงียบเสียง เพราะร้องไปก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น มนุษย์จึงใช้เหตุผลนี้ในการประชันเสียงร้อง... นกตัวไหนร้องทน ร้องนาน ก็ได้เป็นแชมป์ บางครั้งมนุษย์ยังยกให้เป็นแชมป์จ้าวเสียงทอง ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเสียง “ก่นด่า” ของนกก็ตามที...
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
กุ๊กไก่
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 18/10/2007
ตอบ: 399

ตอบตอบ: 02/03/2010 12:53 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

หากินบนชีวิตและความทุกข์ของผู้อื่น...
การจับนกป่ามาขาย ถือเป็นการค้าที่ได้กำไรโดยไม่ต้องลงทุน เพียงแต่ลงแรงออกไปดักจับนกมาเท่านั้น ก็สามารถมีนกส่งขายให้กับร้านค้าสัตว์เลี้ยงเพื่อขายต่อให้กับคนที่สนใจได้ การจัดประกวดแข่งขันเสียงร้องของนกปรอดหัวโขนถือเป็นการประชาสัมพันธ์ธุรกิจ ทำให้คนทั่วไปได้รู้ว่านกปรอดหัวโขนสามารถนำมาเลี้ยงได้ และสร้างความหวังว่านกที่ตนเองเอาไปเลี้ยงนั้นสามารถที่จะนำเข้ามาประกวดแข่งขันเสียงร้องได้ เมื่อมีผู้สนใจซื้อไปเลี้ยงก็ต้องตกเป็นเหยื่อไปโดยปริยาย เขาสามารถต่อวงจรธุรกิจเกี่ยวกับนกได้อีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการขายกรง การขายอาหาร เพราะเขาจะต้องโฆษณาว่า นกที่ชนะเลิศ เลี้ยงด้วยอาหารพิเศษ มีสูตรเฉพาะทำให้นกร้องนาน ร้องทน นอกจากนี้ยังมีธุรกิจอื่นอีกหลายอย่างตามมาซึ่งล้วนแต่เป็นธุรกิจที่อยู่บนชีวิตของสัตว์ทั้งสิ้น
สิ่งหนึ่งที่หลายคนไม่รู้... แต่ก็อาจจะมีหลายคนรู้แต่ก็เพิกเฉยไม่สนใจ ก็คือ นกปรอดหัวโขน จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 และจัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองที่อนุญาตให้เพาะพันธุ์ได้ แต่จะต้องทำตามข้อกำหนดและกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในกฎหมาย
จากที่ผู้เขียนได้ติดตามการแข่งขันนกปรอดหัวโขนตามสนามแข่งนกต่าง ๆ มีหลายคนพูดว่า นกปรอดหัวโขนสามารถเพาะพันธุ์ได้แล้วนะ... แต่ได้ลูกปีละไม่เกิน 4 ตัว และที่สำคัญ ลูกที่ได้จากการเพาะเลี้ยงไม่สามารถนำมาแข่งขันได้ เพราะมันมีนิสัยขี้เล่น ร้องสู้นกป่าไม่ได้ ขี้กลัว พอเจอนกเยอะ ๆ เข้าก็จะไม่ร้อง... สู้นกป่าไม่ได้ มันมีสัญชาตญาณของการเป็นนกป่าอยู่ มีความรู้สึกหวงถิ่น มีพฤติกรรมต่าง ๆ ที่ได้รับการสั่งสอนมาจากพ่อแม่ และที่สำคัญ คือ ไม่ต้องลงทุน ไม่ต้องเสียเวลาในการเพาะเลี้ยง...
ดังนั้น... เมื่อมีการจัดประกวด จัดประชันเสียงร้องของนกปรอดหัวโขน จนติดตลาดแล้วก็จะก่อให้เกิดขบวนการลักลอบจับนกจากป่ามาสู่กรงเลี้ยงมาขึ้นกว่าเดิม และทำกันอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย บางครั้งก็เจอตอ... ผู้รักษากฎหมายก็เอากับเขาด้วย ก็ไม่ต้องทำอะไรนี่นา อยู่เฉย ๆ ก็มีคนเอาเงินมาให้... บางครั้งคนที่ส่งนกเข้าประกวดก็เป็นตำรวจยศสูงเสียด้วย... ใครจะไปกล้าแจ้งจับละ... จนบางพื้นที่เกือบจะไม่มีนกปรอดหัวโขนเหลืออยู่ในธรรมชาติให้ลูกหลานได้ดูชมแล้วนอกจากจะดูในกรงเลี้ยงเท่านั้น
ถ้ามองด้วยสายตาที่มีแต่ความโลภ มีแต่กิเลส มองด้วยสันดานดิบของมนุษย์ก็จะมองว่า “นกปรอดหัวโขน เป็นสัตว์เลี้ยงที่ให้ความเพลิดเพลินกับมนุษย์ ช่วยผ่อนคลายความเครียดได้ เป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่ควรจะมีการส่งเสริมให้มีการเลี้ยงกันมากขึ้น จะทำให้ประชาชนมีงานทำ จะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน สมควรที่จะปลดออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง และสมควรจะมีการจัดประกวด จัดแข่งขันเสียงร้องได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย”
ถ้ามองด้วย “สายตาที่เป็นธรรม” จะเห็นว่า การจับนกปรอดหัวโขนมาขังกรงไว้นั้น เป็นการทรมานสัตว์ เขาทำผิดอะไรจึงต้องรับโทษจำคุกตลอดชีวิต เป็นเพราะว่าเขาเกิดมาสวย เกิดมาเสียงดีอย่างนั้นหรือ?. คุณมีสิทธิ์อะไรที่จับเขามาขังไว้ในกรง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการขังตลอดชีวิต เป็นการขังลืม สำหรับผู้ที่เลี้ยงนกมักจะให้เหตุผลว่าที่เลี้ยงนกนั้นก็เพราะเป็นคนชอบนก เป็นคนรักนก รักสัตว์ (จริงหรือไม่ ?. ลองคิดดู)
ปล่อยให้เขาไปทำหน้าที่ในธรรมชาติ ให้เขาได้ช่วยควบคุมประชากรแมลงไม่ให้ล้นโลก ให้เขาได้ช่วยกระจายเมล็ดพืช ให้เขาได้ช่วยปลูกต้นไม้ จะดีกว่าไหม ?...
อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว... ลองมองไปรอบ ๆ ตัว รอบ ๆ บ้าน บัดนี้ นกปรอดหัวโขน ที่เคยบิน เคยส่งเสียงร้องอยู่หน้าบ้าน เคยส่งเสียงร้องอยู่ในสวนลำไย เคยส่งเสียงร้องอยู่ในสวนลิ้นจี่ มีเหลืออยู่มากน้อยเพียงใด...
ช่วยกันเป็นหูเป็นตา ช่วยกันรักษา ให้นกชนิดนี้ได้คงอยู่กับธรรมชาติ ให้คงอยู่กับวิถีชีวิตของชุมชน ให้คงอยู่กับวิถีชีวิตของเรา ให้เขาได้ใช้ชีวิตตามธรรมชาติ กินอาหารที่อยากจะกิน อยู่ในที่ที่อยากจะอยู่ จะไม่ดีกว่าหรือ ? ...


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย กุ๊กไก่ เมื่อ 02/03/2010 1:08 pm, แก้ไขทั้งหมด 1 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
กุ๊กไก่
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 18/10/2007
ตอบ: 399

ตอบตอบ: 02/03/2010 12:54 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

“หยุดซื้อ... หยุดเลี้ยง... นกไม่เสี่ยงสูญพันธุ์...”


เอกสารอ้างอิง
ประภากร ธาราฉาย. 2545. สัตว์ปีกเพื่อการอนุรักษ์. เชียงใหม่ : ภาควิชาเทคโนโลยีทางสัตว์ คณะผลิตกรรมการเกษตร. 281 น.
ประภากร ธาราฉาย. 2552. สนุกกับการดูนก. เชียงใหม่ : มหาวิทยาลัยแม่โจ้. 224 น.
Joann, B. 2006. Bird: a visual guide. New York : Firefly Books (U.S.) Inc. 304 p.
Wallace, G.J. and Mahan, H.D. 1975. An Introduction to Ornithology 3 rd. New York : Macmillan Publishing Co., Inc. 546 p.
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
กุ๊กไก่
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 18/10/2007
ตอบ: 399

ตอบตอบ: 02/03/2010 12:55 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

รูปภาพประกอบ........

ภาพที่ 1 นกปรอดหัวโขนมักจะบินขึ้นไปเกาะบนยอดไม้ หรือบนที่สูงแล้วส่งเสียงร้องเพื่อประกาศอาณาเขตครอบครอง นอกจากนกจะใช้เสียงร้องเพื่อประกาศอาณาเขตของตนเองแล้ว นกยังใช้เสียงร้องนี้เพื่อประโยชน์ในการเกี้ยวพาราสี หรือดึงดูดใจนกตัวเมียอีกด้วย



Figure_1-for-web.jpg

Figure_1-for-web.jpg

กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
กุ๊กไก่
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 18/10/2007
ตอบ: 399

ตอบตอบ: 02/03/2010 12:56 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ภาพที่ 2 เนื่องจากนกปรอดหัวโขนมีเสียงร้องอันไพเราะจึงก่อให้เกิดการประกวด ประชันเสียงร้องกันในหมู่คนที่นิยมเลี้ยงนกชนิดนี้ อันที่จริง เสียงร้องที่นกเปล่งออกมาแต่ละคำนั้นมิได้บ่งบอกถึงความสุขเลย เป็นเสียงร้องเพื่อประกาศอาณาเขตของตน เป็นเสียงร้องเพื่อขับไล่นกตัวอื่นที่อยู่ในบริเวณนั้นให้ถอยห่างออกไป มนุษย์จึงคิดที่จะประชันขันต่อกัน ส่งเสียงเชียร์กันลั่นสนามแข่ง ไม่รู้ว่านกที่ตนเองเลี้ยงไว้จะรับรู้ได้หรือเปล่าว่าใครเชียร์ใคร....


Figure_2-2-for-web.jpg

Figure_2-2-for-web.jpg


Figure_2-1-for-web.jpg

Figure_2-1-for-web.jpg

กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
กุ๊กไก่
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 18/10/2007
ตอบ: 399

ตอบตอบ: 02/03/2010 12:56 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ภาพที่ 3 การเลี้ยงนกได้แพร่กระจายไปตามที่ต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว เห็นได้จากมีกรงเลี้ยงนกปรอดหัวโขนแขวนห้อยเป็นทิวแถวตามบ้านพัก หอพัก ตามร้านค้า ไม่เว้นแม้แต่ตามร้านอาหาร


Figure_3-for-web.jpg

Figure_3-for-web.jpg

กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
กุ๊กไก่
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 18/10/2007
ตอบ: 399

ตอบตอบ: 02/03/2010 12:57 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ภาพที่ 4 ผลพวงจากการประกวดแข่งขันทำให้มีคนเข้าสู่วงการนี้มากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่รู้ว่า การเลี้ยงนกปรอดหัวโขนนั้นเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดก็คือ เยาวชนคนรุ่นใหม่จะเข้าสู่วงการนี้มากขึ้น รวมทั้งคนในท้องถิ่น ซึ่งเป็นผู้ที่มีศักยภาพสูงมากในการดักจับนกจากป่ามาเลี้ยง


Figure_4-for-web.jpg

Figure_4-for-web.jpg

กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
กุ๊กไก่
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 18/10/2007
ตอบ: 399

ตอบตอบ: 02/03/2010 12:58 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ภาพที่ 5 เมื่อการกระตุ้นให้ตลาดมีความต้องการนกปรอดหัวโขนเพิ่มขึ้นประสพผลสำเร็จ การล่าจับนกป่ามาป้อนตลาดก็เพิ่มมากขึ้น สังเกตได้จาก เรามักจะพบเห็นคนหิ้วกรงต่อนกไปตามท้องไร่ ท้องนา ตามสวนลำไย สวนลิ้นจี่กันมากขึ้น


Figure_5-for-web.jpg

Figure_5-for-web.jpg

กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
กุ๊กไก่
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 18/10/2007
ตอบ: 399

ตอบตอบ: 02/03/2010 12:59 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ภาพที่ 6 เมื่อมีคนเลี้ยงนกปรอดหัวโขนกันมากขึ้น ก็จะเกิดความต้องการอุปกรณ์การเลี้ยงในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกรงขัง อาหาร อุปกรณ์ประดับกรงให้สวยงามตามที่มนุษย์ต้องการ (แต่นกไม่ต้องการ) เกิดเป็นธุรกิจขึ้น เป็นธุรกิจที่อยู่บนความทุกข์ของผู้อื่น


Figure_6-for-web.jpg

Figure_6-for-web.jpg

กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
กุ๊กไก่
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 18/10/2007
ตอบ: 399

ตอบตอบ: 02/03/2010 1:00 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ภาพที่ 7 นกปรอดหัวโขนที่ชนะการประกวด ส่วนใหญ่จะเป็นนกตัวเดิมที่เลี้ยงมาเพื่อล่ารางวัลโดยเฉพาะ มีการปั่นราคากันจนทำให้สนนราคาค่อนข้างสูง บุคคลทั่วไปไม่สามารถที่จะซื้อหามาเลี้ยงได้ ทำให้นกที่ได้รับรางวัลชนะเลิศส่วนใหญ่จะตกอยู่กับกลุ่มคนที่มีเงิน หรือ เจ้าของร้านค้าสัตว์เลี้ยงที่ขายนก ขายอุปกรณ์นั่นเอง ส่วนผู้ที่ส่งนกเข้าแข่งขันรายอื่นก็เป็นเพียงส่วนประกอบของธุรกิจ เพื่อให้ธุรกิจนี้ครบวงจร


Figure_7-2-for-web.jpg

Figure_7-2-for-web.jpg


Figure_7-1-for-web.jpg

Figure_7-1-for-web.jpg

กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
กุ๊กไก่
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 18/10/2007
ตอบ: 399

ตอบตอบ: 02/03/2010 1:02 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ภาพที่ 8 เราจะปล่อยให้นกปรอดหัวโขนอยู่ในสภาพใด... ซ้าย หรือ ขวา...


Figure_8-for-web.jpg

Figure_8-for-web.jpg

กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
Unedited
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 12/10/2007
ตอบ: 2450

ตอบตอบ: 03/03/2010 11:53 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

สุดยอดจริงๆครับ อ.กุ๊กไก่ บทความอันนี้ อ่านนานหน่อย แต่คุ้มค่าจริงๆ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
เดี่ยว
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 23/11/2007
ตอบ: 1297

ตอบตอบ: 03/03/2010 1:11 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ครบเครื่องเลยครับอ. ทั้งวิทยาศาสตร์ มิติทางสังคม และทางจริยธรรม

อยากให้หลายคนได้อ่านกันเยอะๆจัง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
jarun
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 18/10/2007
ตอบ: 813
ที่อยู่: chiangmai

ตอบตอบ: 03/03/2010 8:14 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ขอบคุณครับจารย์...... Very Happy
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว MSN
PAWI
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 23/01/2009
ตอบ: 1778
ที่อยู่: เชียงใหม่

ตอบตอบ: 03/03/2010 9:40 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

Sad ขอบคุณมากค่ะอาจารย์ เป็นกังวลกับเรื่องนี้มากๆเลยค่ะ Sad
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    ชมรมอนุรักษ์นกและธรรมชาติล้านนา หน้ากระดานข่าวหลัก -> กระดานข่าวหลัก ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
ไปที่หน้า 1, 2  ถัดไป
หน้า 1 จากทั้งหมด 2

 
ไปยัง:  
คุณ สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้
คุณ สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้

Powered by phpBB © 2001, 2005 phpBB Group



สงวนลิขสิทธิ์โดย ชมรมอนุรักษ์นกและธรรมชาติล้านนา ติดต่อได้ที่ lannabird@gmail.com